MATCHHOUSE - กิจกรรม

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0

หญิง” พรพิมล ปักเข็ม สาวเก่งผู้รั้งตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท แมทช์ เฮ้าส์ คือเจ้าของธุรกิจโรงเรียนที่ชื่อ Match HouseLearning Center ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากโรงเรียนกวดวิชาทั่วไป ด้วยการใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการศึกษาหลากหลายรูปแบบเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ประมวลผล และค้นหาศักยภาพในตัวเด็ก เพื่อจะแนะแนวให้เด็กก้าวไปสู่เส้นทางที่ใช่ในอนาคต

หญิงทำธุรกิจและมีบริษัทที่ดูแลบริหารงานอยู่หลายแห่ง แต่สำหรับโรงเรียนถือเป็นธุรกิจแรกๆ ที่เริ่มทำอย่างจริงจัง หลังจากเป็นนักเรียนทุนและจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ บวกกับความตั้งใจของตัวเองที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กๆ มีความรู้ควบคู่ไปกับการเรียนที่มีความเข้าใจและเรียนสนุก ปัจจุบันการสอนในยุคนี้ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หญิงจึงได้ปรับเป็นศูนย์รวมด้านการเรียนการสอนที่ครบทุกวิชาขึ้นมา

คือต้องอธิบายก่อนว่า ที่จริงหญิงทำธุรกิจโรงเรียนมาประมาณ 18 ปี ก่อนที่จะมารีแบรนดิ้งเป็นช่ือ Match House Learning Center ได้แค่ปีกว่าๆ ซึ่งหญิง มองว่าถ้าเด็กนักเรียนจะมาเรียนท่ีไหน ก็ตาม ก่อนอื่นพวกเขาต้องรู้เป้าหมายท่ี ชัดเจนในชีวิตของตัวเองก่อนว่าต้องการ อะไร หญิงจึงตั้งใจเปิดโรงเรียนพร้อมทั้ง สร้างกระบวนการในการค้นหาเป้าหมายให้กับเด็กทุกคนที่จะมาเรียนกับเรา แต่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีการแนะแนวที่ถูกต้องและตรงตามเป้าหมายให้กับเด็กๆด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของอาจารย์ผู้สอน ในการที่จะแนะนำแนะแนวเด็กนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อวางแผนให้พิชิตเป้าหมายที่ต้องการให้ได้”

หญิง บอกว่า เด็กที่มาเรียนส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.ปลาย ซึ่งที่ Match House Learning Center นั้น มีศักยภาพที่สามารถจะรองรับเด็กทุกช่วงวัยเหล่านี้ได้สบาย เพราะได้รวมศาสตร์แห่งการเรียนการสอนไว้ครบทุกวิชา ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และอื่นๆ

“ที่เรามีสอนครบถ้วนทุกวิชา เพราะเรามีพาร์ตเนอร์ที่ดีเข้ามาร่วมธุรกิจด้วย อย่างตอนนี้ก็มีวิชาจินตคณิตเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นวิชาที่ใช้อุปกรณ์คือลูกคิดและใช้จินตภาพของเด็กที่ เรียนเป็นตัวช่วยให้พวกเขาคำนวณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมทีแล้วโรงเรียนของเราจะเชี่ยวชาญการสอนวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และการเตรียมสอบของเด็กๆ เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันวิชาใหม่ๆ อย่างจินตคณิตนั้นเราไม่ถนัด เราจึงต้องหาพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญมาร่วมสอนด้วย

เราได้ ดร.เมี่ยง-จิตรา พีชะพัฒน์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจินตคณิต และเคยส่งเด็กๆ ไปแข่งขันอยู่แล้วมาร่วมงานด้วย โรงเรียนกวดวิชาของเราจึงได้รับการตอบรับทางด้านวิชาจินตคณิตค่อนข้างดีเลยล่ะ ซึ่งเด็กที่มาเรียนจะได้เรียนทั้งคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการสอบเข้าเรียนต่อ พร้อมทั้งได้เรียนจินตคณิตเพิ่มไปด้วย”

เด็กที่มาเรียนเพื่อสอบเข้าเรียนต่อเหล่านี้ มีทั้งเด็กที่จบ ป.6 เตรียมขึ้นม.1 เด็กที่จบ ม.3 เตรียมจะขึ้น ม.4 และเด็กที่จบ ม.6 เตรียมเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหญิงบอกต่อว่าที่โรงเรียนของเธอก็สอนได้ทุกวิชา ทั้งคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา อังกฤษ และอื่นๆ

“ถ้าถามว่าปัจจุบันนี้ปริมาณเด็กที่มาเรียนกวดวิชามีมากน้อยแค่ไหน ก็ตอบได้ว่าด้วยยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีจำนวนเด็กที่มาเรียนน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากพ่อแม่ในยุคนี้มักมีลูกแค่ 1-2 คน ในขณะเดียวกันโรงเรียนต่างๆ ก็มีมากขึ้น ดังนั้นแต่ละโรงเรียนก็อาจจะมีจำนวนนักเรียนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งก็มีผลกระทบอยู่เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ Match House LearningCenter โฟกัสเป็นพิเศษเลยก็คือ เราไม่ใช่โรงเรียนหรือสถาบันกวดวิชา แต่เราเป็นศูนย์รวมทางด้านการศึกษาที่หลากหลายซึ่งมีการวางแผนการเรียนเป็นอย่างดีเนื่องจากเราได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิเคราะห์และพัฒนาศักยภาพ TalentDetective ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์ลายผิววิทยา หรือ Dermatoglyphics อีกทั้งยังเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม Top Talent ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการพัฒนาผู้เรียนผ่านการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อประเมินศักยภาพโดยกำเนิดของเด็กแต่ละคนโดยเฉพาะ

อีกทั้งยังมีการประมวลผลในภาพรวมเพื่อการจัดการการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพราะการวัดผลนี้สามารถนำมาประกอบการวางแผนการเรียนหรือการแนะแนวให้เด็กๆ เหล่านี้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสำหรับพวกเขาในอนาคตได้ ตามศักยภาพที่พวกเขามีมาแต่กำเนิด นี่แหละถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโรงเรียนของเราที่แตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ”

หญิง กล่าวอีกว่า การสแกนลายนิ้วมือที่เกริ่นไปนั้น จะช่วยให้รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีอุปนิสัยโดยกำเนิดอย่างไร ซึ่งลายนิ้วมือของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันนี้ สามารถนำมาวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงและสถิติกว่า 30 ล้านตัวอย่าง ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากรูปแบบลายนิ้วมือแล้วสรุปผลออกมาได้ค่อนข้างตรงกับนิสัยของเด็กแต่ละคนจริงๆ

“ที่จริงแล้วศาสตร์ของการสแกนลายนิ้วมือและการอ่านอุปนิสัยของแต่ละบุคคลนั้นเข้ามาในเมืองไทยนานแล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง แต่โดยส่วนตัวหญิงเอง ด้วยความที่เรามีลูกอายุ 6 ขวบและ 9 ขวบ หญิงจึงให้พวกเขาทดลองสแกนลายนิ้วมือตั้งแต่อายุได้ 1 ขวบเลย เมื่อวิเคราะห์ผลแล้วก็จะพบว่าลูกคนไหนเหมาะกับการเรียนแบบไหน หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง ซึ่งการสแกนลายนิ้วมือก็จะวิเคราะห์โดยละเอียดทั้ง 10 นิ้ว จากนั้นจึงจะประมวลผลผ่านซอฟต์แวร์และสรุปผลออกมาอีกที

ทำให้สามารถบอกแนวโน้มอาชีพ ความชอบ ความถนัด และทำให้รู้ได้ว่าเราควรจะเพิ่มเติมจุดแข็งด้านทักษะหรือต้องพัฒนาศักยภาพด้านไหนให้ลูกๆ บ้าง กระบวนการนี้จึงช่วยทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กแต่ละคนชัดเจนขึ้น ว่าเขาชอบการเรียนรู้แบบไหน เด็กบางคนอาจจะชอบอ่าน บางคนอาจจะชอบฟัง หรือบางคนอาจจะชอบลงมือปฏิบัติ ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะมีความถนัดทางด้านการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป จึงช่วยให้ครูสามารถนำข้อมูลนี้มาเลือกวิธีหรือสื่อการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนได้ พ่อแม่ก็จะเข้าใจลูกๆ ได้ดีขึ้นส่งผลให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและมีพลังในการเรียนมากขึ้น”

ล่าสุด เธอบอกว่ายังได้นำโปรแกรม Top Talent เข้าไปยังโรงเรียนต่างๆ ด้วย ซึ่งเดิมทีใช้แค่ในโรงเรียนแมทช์ เฮ้าส์เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ ที่กรุงเทพฯ และโรงเรียน BSP ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบเท่านั้น

“นอกจากจะมีการสแกนลายนิ้วมือด้วยเครื่องแล้ว ยังมีการทำไอคิวเทสต์เพื่อทดสอบความฉลาดของเด็กๆ ด้วย เพราะเราอยากให้โรงเรียนของเราเป็นศูนย์การเรียนการสอนที่ทันสมัยและมีกระบวนการในการช่วยเหลือเด็กๆ ได้ครบถ้วน เราจึงมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักจิตวิทยาโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการทำ Personality Test (แบบทดสอบบุคลิกตัวตน) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะแนวเด็กมัธยมปลาย ซึ่งการทำแบบทดสอบบุคลิกตัวตนนี้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องทำทั้งบ้านเลย ผลที่ได้ก็คือจะช่วยให้คนในครอบครัวเข้าใจลูกๆ และส่งเสริมพวกเขาได้ถูกทางมากยิ่งขึ้น”

ผู้บริหารคนเก่งเสริมว่า การทดสอบทั้งหลายที่กล่าวมาเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และไต้หวัน ได้ใช้กันมานานแล้วดังนั้นผลการวิเคราะห์ต่างๆ ที่ออกมาจึงมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เลย

“ขอย้อนกลับไปที่การนำกระบวนการสแกนลายนิ้วมือเข้าไปในโรงเรียนต่างๆ อีกนิด เรื่องนี้เราได้มีการติดต่อกับทางโรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยคิดราคาค่าบริการในอัตราที่ย่อมเยามาก พูดง่ายๆ ว่าถูกกว่าการทดสอบแบบเดี่ยวๆ โดยโรงเรียนที่เรานำการวิเคราะห์และสแกนลายนิ้วมือเข้าไปนี้มีทุกระดับชั้นเลยค่ะ

แล้วในอนาคตเราก็วางแผนจะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนที่ขาดโอกาสตามต่างจังหวัดด้วย เพราะอยากให้เด็กไทยทุกคนได้ผ่านการวิเคราะห์โดยโปรแกรมนี้กันทุกคน เด็กๆ จะได้มีแนวทางในการวางแผนชีวิตเพื่อเดินต่อไปยังเป้าหมายในอนาคตได้อย่างถูกต้อง”

ปัจจุบัน Match House Learning Center ในกรุงเทพฯ มี 3 สาขาด้วยกัน คือ เดอะมอลล์ บางแค เซ็นทรัลพระราม 2 และซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โดยที่หญิงชี้ว่าผู้ปกครองสามารถจะเลือกให้ลูกมาเรียนกวดวิชาแบบเดี่ยว หรือจัดให้เด็กๆ รวมกลุ่มกันมาเรียนกับเพื่อนก็ได้

“เพราะห้องเรียนของเรามีมากถึง 20 ห้อง จึงสามารถรองรับนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญเราจะเน้นอาจารย์ผู้สอนที่มีจิตวิทยาความเป็นครูสูง สามารถโน้มน้าวเด็กให้เรียนอย่างสนุกสนานและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจารย์ส่วนใหญ่ของเราจะจบทางด้านวิชานั้นๆ โดยตรง หรือถ้าเป็นอาจารย์สอนภาษาพิเศษอย่างภาษาจีน เราก็จะคัดเลือกผู้ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาสอนด้วยเช่นกัน”

หญิงทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอวางแผนไว้ว่าอาจจะเปิดสาขา Match House Learning Center เพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด เพราะมองว่ายังไงก็ตามการศึกษายังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กไทยเสมอ

อีกอย่างพาร์ตเนอร์ที่จะร่วมธุรกิจด้วยก็ต้องมีความรักความชอบในการทำโรงเรียนกวดวิชาด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นความรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กๆ ที่มาเรียนเพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์สูงสุดและเติบโตมีอาชีพที่ดีและเป็นคนเก่งในสังคมที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป… ดูข้อมูลได้ที่ FB : Matchhouse.school และ www.matchhouse.school

 

Credit : https://www.posttoday.com/life/life/561968